ตามมติที่ประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ
(International
Astronomical Union : IAU) ระหว่างวันที่ 14-24 สิงหาคม พ.ศ.2549
ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปราก ประเทศสหรัฐเช็ก ในการประชุมดังกล่าว
มีเรื่องสำคัญที่ได้รับการพิจารณา ได้แก่ นิยามของดาวเคราะห์และวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะ
ที่สำคัญที่สุดได้แก่มติที่ประชุมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2549
ที่มีผลให้ดาวพลูโตถูกปรับเปลี่ยนจากดาวเคราะห์ (Planet) กลายเป็นดาวเคราะห์แคระ
(Dwarf Planet) ในที่สุด
ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีนิยายที่ชัดเจนว่าดาวเคราะห์คืออะไร
แม้เราจะยอมรับกันทั่วไปว่า
ดาวเคราะห์เป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นบริวารของดาวฤกษ์ เช่น
ดวงอาทิตย์ในสมัยโบราณมนุษย์รู้จักดาวเคราะห์ 5 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์
ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ แต่ดั้งเดิมนั้น คำว่า ดาวเคราะห์ (Planet) หมายถึง ผู้พเนจร (Wanderer) เนื่องจากหากสังเกตจากโลกแล้ว
ดาวทั้ง 5 ดวงนี้ เปลี่ยนตำแหน่งไปในท้องฟ้าเมื่อเทียบกับดาวดวงอื่นๆ
ต่อมาเมื่ออุปกรณ์ทางดาราศาสตร์มีความก้าวหน้า
จึงทำให้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างดาวเคราะห์และดาวฤกษ์
เมื่อมีการคิดค้นและประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้น
ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ถูกค้นพบด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์
ในเวลาต่อมาก็มีการค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มขึ้นอีกนั้นคือ
ดาวเนปจูน และดาวพลูโตตามลำดับ เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นอีกทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบวัตถุขนาดเล็กเพิ่มอีกจำนวนมากที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต
ซึ่งแต่เดิมได้มีการยอมรับว่า ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473
เป็นต้นมา แต่นักดาราศาสตร์ทราบดีถึงความแตกต่างระหว่างดาวพลูโต
และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ทั้ง 8 ดวง ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กมากเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลก
ขนาดของดาวพลูโตเพิ่งจะเป็นที่ทราบแน่ชัดภายหลังจากที่มีการค้นพบดวงจันทร์แครอน (Charon) ในปี พ.ศ.2521 นอกจากนี้จากการศึกษาสเปกตรัมของดาวพลูโต ยังพบว่า
แม้ดาวพลูโตเพิ่งจะมีองค์ประกอบทั้งที่เป็นหินแข็งและองค์ประกอบที่เป็นน้ำแข็งของโมเลกุลขนาดเล็ก
เช่น น้ำ ไนโตรเจน และคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น
และหากพิจารณาในแง่วงโคจรของดาวพลูโตแล้วยังมีวงโคจรที่เป็นวงรีมาก
อีกทั้งยังอยู่ในระนาบที่แตกต่างไปจากระนาบวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่น
ต่อมานักดาราศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีที่ว่าด้วยวัตถุนอกวงโคจรของดาวเนปจูน
(Trans
Neptunian Objects : TNO) รวมถึงวัตถุในแถบไคเปอร์ (Kuiper
Belt Objects : KBO) ซึ่งมีวงโคจรที่เกิดกำทอน (Resonance) กับวงโคจรของดาวเนปจูน และในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
มีการค้นพบวัตถุที่จัดว่าเป็น TNO มากกว่า 800 วัตถุ รวมถึง อีรีส
ซึ่งพบว่ามีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต ปัญหาที่ตามมาก็คือ
จะมีการยอมรับดาวเคราะห์เพิ่มขึ้นหรือจะทำการตั้งนิยามของดาวเคราะห์ให้มีความชัดเจนมากขึ้นรวมทั้งจัดแบ่งประเภทของวัตถุในระบบสุริยะ
ในที่สุดนักดาราศาสตร์ส่วนหนึ่งจึงมีความเห็นสมควรที่จะมีการนิยามคำว่า
“ดาวเคราะห์” ให้มีความชัดเจน
โดยร่างข้อเสนอนิยามของดาวเคราะห์แรกเริ่มที่เข้าสู่ที่ประชุมนั้น
เสนอสมบัติขั้นพื้นฐานของวัตถุที่จัดว่าดาวเคราะห์ อันเป็นผลให้วัตถุขนาดใหญ่
ได้แก่ เซเรส แครอน และอีรีส ถูกจัดว่าเป็นดาวเคราะห์ดาวอย่างไรก็ดี
ภายหลังการถกเถียงของนักดาราศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์
ในที่สุดได้มีการลงมติในเรื่องนิยามของดาวเคราะห์ดังต่อไปนี้
ข้อที่
1 ของดาวเคราะห์ (Planet)
เป็นวัตถุที่
1.1 โคจรรอบดวงอาทิตย์
1.2
มีมวลสูงมากพอจนแรงโน้มถ่วงทำให้วัตถุดังกล่าวมีรูปทรงเป็นทรงกลมหรือเกือบกลม
1.3
วัตถุดังกล่าวทำให้บริเวณใกล้เคียงกับวงจรของมันปราศจากวัตถุอื่นๆ แล้ว
ข้อที่
2 ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf
Planet)เป็นวัตถุที่
2.1 โคจรรอบดวงอาทิตย์
2.2
มีมวลสูงมากพอจนแรงโน้มถ่วงทำให้วัตถุดังกล่าวมีรูปทรงกลมหรือเกือบกลม
2.3 ในบริเวณใกล้เคียงกับวงโคจรของวัตถุดังกล่าวสามารถมีวัตถุอื่นๆ
ในวงโคจรได้
2.4 ไม่เป็นบริวารของดาวเคราะห์อื่น
ข้อที่
3 วัตถุอื่นๆ ที่ไม่เป็นไปตามข้อ 1 และ 2 ให้เรียกรวมๆ
ว่าเป็นวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ (Small Solar System Bodies)
ผลดังกล่าวทำให้วัตถุที่ถูกจัดว่าเป็นดาวเคราะห์
ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส
และดาวเนปจูน ดาวเคราะห์แคระ ได้แก่ ดาวพลูโต เซเรส อีรีส ในปี พ.ศ.2552
ได้มีการพิจารณาดาวเคราะห์แคระอีก 2 ดวง ได้แก่ มาเกะ มาเกะ และเฮาเมอา
อย่างไรก็ดี
เป็นที่น่าสังเกตว่ายังมีความไม่ชัดเจนบางประการเกี่ยวกับ นิยามในข้อ 1.3 และ 2.3
และการ ลงมติดังกล่าวก็มิได้คลอบคลุมถึง แครอน ว่าจะถือว่าเป็นดวงจันทร์บริวารของ
ดาวเคราะห์แคระพลูโต หรือจะถือว่า พลูโต-แครอน เป็นระบบดาวเคราะห์แคระคู่
ในที่สุดหลังจากที่เป็นที่ยอมรับกันว่า
ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้ามานานถึง 76 ปี ดาวพลูโตก็ได้ถูกลดชั้นเป็น
ดาวเคราะห์แคระ
และเป็นที่น่าสังเกตว่าการจัดแบ่งประเภทดังกล่าวอาจทำให้จำนวนดาวเคราะห์แคระในระบบสุริยะลดลงเหลือเพียง
8 ดวง และโอกาสที่จะค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 คงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
ตรงกันข้ามกับจำนวนของดาวเคราะห์แคระ อาจจะเพิ่มจำนวนเป็นหลักร้อยในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น