ดวงอาทิตย์ SUN


ดวงอาทิตย์ SUN
               ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดและเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ โดยมีระห่างจากโลกประมาณ 149.60 ล้านกิโลเมตร หรือระยะที่เรารู้จักกันในทางดาราศาสตร์ว่า 1 หน่วยดาราศาสตร์ พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์เกื้อกูลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก และความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ยังทำให้เกิดฤดูกาล กระแสน้ำในมหาสมุทรตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดวงอาทิตย์มีมวลมหาศาลเมื่อเทียบกับโลก (มากกว่าโลกถึง 333,400 เท่า) อิทธิพลแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดฝุ่นเข้าด้วยกัน ผลที่ได้ก็คือแรงกดดันและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นที่แกนกลางประมาณ 15 ล้านองศาเซลเซียส เพียงพอที่จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลาง (Nuclear Fusion) ซึ่งหลอมไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียมและปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล แผ่พลังงานความร้อนออกจากแกน จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพาความร้อนไปสู่พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส เป็นต้นกำเนิดของแสงอาทิต์ที่เราเห็นบนโลก ในชั้นนี้ยังมีปรากฏการณ์อื่นๆ เช่นการพุ่งของเปลวสุริยะ (Prominences) การลุกจ้า (Flare) และการเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) ซึ่งสัมพัทธ์กับการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ถัดไปเป็นชั้นโครโมสเฟียร์ มีอุณหภูมิประมาณ 10,000 องศาเซลเซียส บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์แผ่ออกไปไกลหลายล้านกิโลเมตร เรียกว่า โคโรนา มีอุณหภูมิสูงถึง 2   ล้านองศาเซลเซียส

ข้อมูลของดวงอาทิตย์
        ชนิดสเปกตรัม                                       : G2V
        อายุ                                                   : 4,600 ล้านปี
        อัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองที่เส้นศูนย์สูตร  : 26.8 วัน
        อัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองที่ขั้ว              : 36 วัน
        รัศมี                                                   : 695,500 กิโลเมตร
        มวล                                                   : 1.989 x 10   ยกกำลัง 3 กิโลกรัม
        ความหนาแน่น                                       : 1.409 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
        องค์ประกอบ                                         : ไฮโดรเจน 92.1% ฮีเลียม 7.8% และธาตุอื่นๆอีก 0.1%
        อุณหภูมิพื้นผิว (โฟโตสเฟียร์)                       : 5,500 องศาเซลเซียส

โครงสร้างของดวงอาทิตย์
        1.แกนกลาง (Core) มีอุณหภูมิประมาณ 15 ล้านองศาเซลเซียส เป็นแหล่งกำเนิดของปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชัน
        2.เขตการแผ่รังสีความร้อน (Radioactive Zone) พลังงานความร้อนจากแกนกลางถูกถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอกโดยการแผ่รังสีความหนาประมาณ 380,000 กิโลเมตร
        3.เขตการพาความร้อน (Convection Zone) เป็นบริเวณที่แก๊สร้อนถูกพาขึ้นไปสู่ผิวดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่องมีความหนาประมาณ 140,000 กิโลเมตร

บรรยากาศของดวงอาทิตย์
        1.โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) เป็นบรรยากาศชั้นในสุดของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยแก๊สร้อนซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา สามารถมองเห็นได้ในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น
        2.โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) เป็นบรรยากาศที่อยู่ระหว่างชั้นโฟโตสเฟียร์และโคโรนามีอุณหภูมิประมาณ 10,000องศาเซลเซียส
        3.โคโรนา (Corona) เป็นบรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่แผ่กว้างออกไปทั่วทั้งระบบสุริยะ ประกอบด้วยอิเล็กตรอนและอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าต่างๆ มีอุณภูมิสูงถึง 2 ล้านองศาเซลเซียส เราสามารถมองเห็นส่วนนี้ได้ในช่วงเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง

สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์
             สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็นเส้นโค้งพุ่งออกมาจากพื้นผิวและมีการแปลงอยู่ตลอดเวลา สนามแม่เหล็กนี้เกิดขึ้นที่ชั้นแทโคไคลน์ ซึ่งเป็นแนวเสียดสีระหว่างเขตการแผ่รังสีลัเขตการพาความร้อนด้วยเหตุนี้การหมุนรอบดวงอาทิตย์ชั้นนอกบริเวณเส้นศูนย์สูตร (ประมาณ26 วัน) เร็วกว่าที่เป็นขั้ว (ประมาณ 36 วัน) เส้นแรงแม่เหล็กจึงถูกบิดในแนวขวาง พลาสมาที่หมุนวงและไหลเวียนทำให้เส้นแรงแม่เหล็กถูกดึงและบิดมากขึ้นจนเกิดพลังงานสะสมและลอยขึ้นจากพื้นผิวตามแนวเส้นแรงแม่เหล็ก

การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ (Solar Flare)
             การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์เป็นการระเบิดรุนแรงบนชั้นโครโมสเฟียร์ เกิดขึ้นบริเวณที่มีจุดบนดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นขั้วของสนามแม่เหล็กแบบคู่ขั้ว การลุกจ้าที่ดวงอาทิตย์จะให้พลังงานสูงมาก (ประมาณว่าเท่ากับระเบิดไฮโดรเจนขนาด 100 เมกกะตัน จำนวน 1 ล้านลูกรวมกัน) และมีอุณหภูมิของการประทุสูงหลายล้านองศาเซลเซียส และส่งอนุภาคประจุไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงกว่าปกติออกมาอย่างมาก เกิดเป็นลมสุริยะที่มีกำลังแรงผิดปกติจนสามารถเรียกได้ว่า เป็นพายุสุริยะ

จุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot)
             จุดบนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นที่บริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์หรือที่ชั้นบรรยากาศโฟโตสเฟียร์ ซึ่งพื้นผิวบริเวณนั้นของดวงอาทิตย์ที่มีความเข้มของสนามแม่เหล็กสูงมากทำให้การเคลื่อนที่ของแก๊สถูดจำกัด เป็นผลให้บริเวณนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบข้างที่สว่างจ้ากว่าขนาดของจุดจำนวนจุดบนดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลามีจำนวนตั้งแต่ 1-200จุด เกิดเป็นครั้งคราว และปรากฏตัวเป็นกลุ่ม(เรียกว่าSunspot Group หรือActive Region) จุดบนดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ตามที่ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง ทำให้เราทราบว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบหนึ่งทุกๆ 27   วัน อุณหภูมิบนพื้นผิวในบริเวณที่เกิดจุดบนดวงอาทิตย์จะลดลงต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นผิวบริเวณอื่น ซึ่งศูนย์กลางของจุดบนดวงอาทิตย์จะประมาณ 4,000 องศาเซลเซียส จำนวนจุดบนดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัฏจักรของจุดบนดวงอาทิตย์มีคาบเฉลี่ยประมาณ 11 ปี (Sunspot Cycle หรือ Solar Cycle)

การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME)
             การปลดปล่อยมวลจากดวงอาทิตย์ ในแต่ละวันดวงอาทิตย์สูญเสียมวลอยู่ตลอดเวลาซึ่งดวงอาทิตย์ได้มีการปลดปล่อยมวลอออกมาในรูปแบบของอนุภาคประจุไฟฟ้าพลังงานสูงและอนุภาคเหล่านี้จะมีความเร็วสูงนับพันกิโลเมตรต่อวินาที ปรากฏการณ์ปลดปล่อยมวลจากดวงอาทิตย์นี้มักจะเกิดร่วมกับการลุกจ้าหรือพวยแก๊สบนดวงอาทิตย์ ซึ่งการปลดปล่อยมวลจากดวงอาทิตย์บางครั้งก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เกิดการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์หรือพวยแก๊สขึ้นเลยก็ได้ สำหรับสาเหตุของการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์นั้น ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดในการเกิด

ดวงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่นที่มองไม่เห็น
             เนื่องจากดวงอาทิตย์มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาหลายรูปแบบ ร่วมถึงการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาคลื่นอื่นๆ เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นอินฟาเรด รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมมา เป็นต้น ดังนั้นนักดาราศาสตร์จึงได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อศึกษาดวงอาทิตย์ในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ เพื่อไขข้อขัดข้องใจของมนุษย์

วัฏจักรสุริยะ (Solar Cycle)
             วัฏจักรสุริยะ เกิดจากการที่จุดบนดวงอาทิตย์มีจำนวนที่ไม่แน่นอน โดยความแปรผันของจำนวนจุดบนดวงอาทิตย์นี้จะมีลักษณะเป็นคาบที่ค่อนข้างสม่ำเสมอโดยจะอยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณ 8-16 ปี และมีค่าเฉลี่ยประมาณ 11 ปีถ้านำจำนวนจุดต่อเวลามาทำเป็นแผนภูมิ โดยให้จำนวนจุดเป็นแกนตั้งและเวลาเป็นแกนนอน จะได้รูปกราฟเป็นรูปคล้ายยคลื่นที่ต่อกันเป็นช่วงๆ โดยจุดต่ำสุดในแต่ละช่วงจะเป็นช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์ต่ำที่สุด หรือ Solar Minimum และมี Solae Activity สูงที่สุดด้วย และยิ่งถ้าคำนึงถึงตำแหน่งที่จุดบนดวงอาทิตย์ที่ปรากฏบนดวงอาทิตย์ด้วย และนำมาเป็นแผนภูมิจะพบว่าแผนภูมิที่จะได้เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ เรียกว่า แผนภูมิผีเสื้อ (Butterfly Diagram) จากแผนภูมิที่ได้เป็นที่น่าสังเกตว่าจุดบนดวงอาทิตย์จะเกิดบริเวณ 35 องศา จากเส้นศูนย์สูตรเป็นส่วนใหญ่และจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่เส้นศูนย์สูตร

กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซโฮ
             กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซโฮ (The Solar and Heliospheric Observatory : SOHO) อยู่ในความรับผิดชอบโดยองค์กรนาซา (NASA) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ถูกส่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2538 ตัวกล้องมีขนาด (ความสูง x ความกว้าง x ความยาว)4.3 x 2.7 x 3.7 เมตร มีมวลเมื่อปล่อย 1,850 กิโลกรัม มีพันธกิจหลักคือทำหน้าที่สำรวจศึกษาโครงสร้างภายในดวงอาทิตย์ด้วยการวิเคราะห์สเปคโตรมิเตอร์ของโคโรนา (CDS) และโคจรไปอย่างช้าๆ รอบดวงอาทิตย์และส่งข้อมูลมายังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน

กล้องโทรทรรศน์อวกาศสเตริโอ
             กล้องโทรทรรศน์อวกาศสเตริโอ (Solar TErrertial Relations Observatory: STEREO) อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรบริหารการบินสหรัฐอเมริกา (นาซา) ถูกส่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2549 เป็นกล้องที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีการทำงานร่วมกันสองตัวโดยจะโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ด้านหน้าและหลัง พันธกิจหลักเป็นการศึกษาและจับตามองโครงสร้างและปรากฏการณ์ที่เกิดภายในดวงอาทิตย์ เช่น การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เป็นผลให้เกิดพายุสุริยะ นอกจากนี้ผลดีของการทำงานร่วมกันของกล้องทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ 360 องศา โดยกล้องทั้งสองจะเก็บรวบรวมข้อมูลภาพในมุมที่ต่างกันเมื่อโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันก็จะส่งข้อมูลมายังพื้นโลก นักวิทยาศาสตร์ได้เอาข้อมูลภาพมาต่อกันเกิดเป็นภาพดวงอาทิตย์ 3 มิติ คือ สามารถมองเห็นภาพดวงอาทิตย์ได้ทุกมุม

กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์
             กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory : SDO) ถูกส่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 โดยพันธกิจหลักของกล้องโทรทรรศน์ตัวนี้คือทำหน้าที่สำรวจลึกเข้าไปในดวงอาทิตย์ ที่สำคัญคือการเฝ้าสังเกตการณ์พายุสุริยะ และบันทึกข้อมูลพฤติกรรมของดวงอาทิตย์
        กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์เป็นยานสำรวจดวงอาทิตย์ลำใหม่ล่าสุด ที่มีความทันสมัยและเทคโนโลยีล้ำหน้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจจดวงอาทิตย์ขององค์กรนาซา ยานลำดังกล่าวเพิ่งจะถูกปล่อยออกสู่ห้วงอวกาศจากแหลมคาร์นาเวรัล มลรัฐฟลอริด้าโดยมีภารกิจในการสำรวจดวงอาทิตย์เป็นเวลา 5 ปี
        กล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ลำดังกล่าวจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และบทบาทของดวงอาทิตย์ที่มีต่อสภาพภูมิอากาศบนโลกมนุษย์แล้ว ทางนาซายังตั้งความหวังไว้ว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศโซลาร์ไดนามิกส์จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาผลกระทบของเพลิงสุริยะว่าจะสร้างความเสียหายให้กับระบบดาวเทียมสื่อสารและอุปกรณ์ไฟฟ้าบนโลกอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เตรียมหามาตรการป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

สถานีตรวจวัดนิวตรอน
             เป็นสถานีที่สามารถศึกษาเกี่ยวกับการวัดรังสีคอสมิก เมื่อเกิดพายุสุริยะ รังสีคอสมิกมาจาก 2 แหล่ง คือมาจากภายในระบบสุริยะโดยส่วนใหญ่เป็นอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์เมื่อเกิดพายุสุริยะ และมาจากนอกระบบสุริยะ ที่มาจากทุกทิศทางทั้งในและนอกกาแลกซีของเรา ส่วนใหญ่เกิดจากซูเปอร์โนวา เมื่อรังสีคอสมิกมาชนบรรยากาศของโลก จะมีอนุภาคย่อยประเภทต่างๆ ลงมาจนถึงโลก ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงคิดทฤษฎีวิธีที่จะทราบข้อมูลล่วงหน้าได้ถึง 4-12 ชั่วโมง โดยการใช้รังสีคอสมิก คือ เกี่ยวกับจำนวนรังสีที่มาจากทิศทางต่างๆ เมื่อเกิดพายุสุริยะจะมีคลื่นกระแทกออกมา เครื่องวัดสามารถวัดจำนวนรังสีที่มาจากทุกทิศที่ออกจากดวงอาทิตย์ได้ จึงสามารถคาดการณ์ว่าพายุสุริยะจะมาถึงโลกเมื่อใด

ความคิดเห็น